กิจกรรมประจำปี วัดสระกะเทียม

  • สวดมนต์ข้ามปี - ทำบุญวันขึ้นปีใหม่

      สวดมนต์ข้ามปี - ทำบุญวันขึ้นปีใหม่ งานบุญประจำปีวัดสระกะเทียม       ☻เพื่อเป็นการตอบสนองต่อทางมหาเถระสมาคม ที่ได้ร้องขอต่อวัดต่างๆในประเทศไทย ให้มีการจัดงานบุญในวันส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ ทางวัดสระกะเทียมจึงได้แสดงความร่วมมือโดย ได้จัดให้มีการทำบุญในวันส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับวันขึ้นปีใหม่ และเพื่อเป็นการให้พุทธศาสนิกชน ได้มีโอกาสในการสร้างกุศลผลบุญ ตั้งแต่เริ่มต้นวันของปีที่มาถึงใหม่ ซึ่งจะได้เป็นศิริมงคลต่อชีวิตของตนเองในตลอดทั้งปี     กำหนดการ Read More
  • วันมาฆบูชา

      งานทำบุญวันมาฆบูชา งานบุญประจำปีวัดสระกะเทียม       ☻วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ เป็นวันสำคัญแรกในรอบปีของทางพระพุทธศาสนาคือ "วันมาฆบูชา" ซึ่งถือว่าเป็นวันหมุนกงล้อธรรมจักร  คือการประกาศพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า โดยประทานให้กับพระอรหันต์สาวกซึ่งได้มาประชุมกันโดยไม่ได้นัดหมาย นำหลักการของพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ในทุกสารทิศ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อสัตว์โลก ผู้ถือกำเนิดมาพร้อมกับความไม่รู้ และยังคงต้องได้รับทุกข์จากการเกิด แก่ เจ็บ Read More
  • วันออกพรรษา - ตักบาตรเทโว

      งานบุญวันออกพรรษา - ตักบาตรเทโว งานบุญประจำปีวัดสระกะเทียม         ☻วันออกพรรษาตามปกติ จะตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ หลังจากวันเข้าพรรษาเป็นเวลา ๓ เดือน และเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาวันหนึ่งในประเทศไทย เนื่องจากเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลาจำพรรษา ๓ เดือนของพระสงฆ์ โดยพระสงฆ์จะทำสังฆกรรมปวารณาออกพรรษาในวันนี้   ☻วัดสระกะเทียมได้จัดให้มีการทำบุญ Read More
  • วันวิสาขบูชา

      งานทำบุญวันวิสาขบูชา งานบุญประจำปีวัดสระกะเทียม       ☻วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันสำคัญที่สองในรอบปีของทางพระพุทธศาสนาคือ "วันวิสาขบูชา" และได้ถือว่าเป็นวันสำคัญของโลกอีกวันหนึ่ง เนื่องด้วยทาง"องค์การสหประชาชาติ" ซึ่งเป็นองค์กรของโลกได้ประกาศไว้ให้เป็นวันสำคัญของโลก   ☻"วันวิสาขบูชา"เป็นวันที่คนไทยคุ้นเคยและให้ความสำคัญมาช้านาน เพราะเป็นวันที่มีเหตุการณ์สำคัญ ๓ ประการเกิดขึ้นตรงกับวันนี้คือ วันประสูติของเจ้าชายสิตถัตถะ วันตรัสรู้ Read More
  • 1
  • 2

ขอบวชพระ , ปฏิบัติธรรมวันอาทิตย์ , มาถือศีลที่วัด , อบรมนักเรียน , วัดสระกะเทียม

  • ระเบียบการ ขอเข้ารับการอบรมคุณธรรม จริยธรรม เป็นคณะจากสถาบันการศึกษาทั่วไป

    ระเบียบการ ขอเข้ารับการอบรมคุณธรรมจริยธรรม ของคณะนักเรียนนักศึกษา จากสถาบันการศึกษาทั่วไป ให้ผู้ประสานงานจดจำนวน นร.ที่จะเข้ารับการอบรม(ตัวเลข-แยกชาย/หญิง) แล้วเดินทางมายังวัดสระกะเทียม เพื่อดูสถานที่และพูดคุยนัดแนะวันเวลาเข้ารับการอบรมกับเจ้าอาวาสโดยตรง หรือโทรมาสอบถามล่วงหน้าได้ที่ ๐๘๑-๘๙๕-๘๕๗๙ ระเบียบข้อกำหนดทั่วไป Read More
  • ระเบียบการมาถือศีล ปฏิบัติธรรม ณ วัดสระกะเทียม

    ระเบียบการมาอยู่พักวัดเพื่อถือศีล ปฏิบัติธรรม ณ วัดสระกะเทียม บุคคลทั่วไปสามารถมายังวัดสระกะเทียม เพื่อถือศีลและปฏิบัติธรรมได้ทุกวัน โดยการเข้าร่วมกับข้อปฏิบัติของทางวัด ดังต่อไปนี้ เวลา ๐๕.๐๐ – ๐๕.๓๐ น. Read More
  • เปิดอบรมกรรมฐาน ทุกวันอาทิตย์

    วัดสระกะเทียม เปิดอบรมกรรมฐานแนวสติปัฏฐาน ๔ โดยมี พระครูภาวนาวิมล เจ้าอาวาสวัดสระกะเทียม (พระอาจารย์สุพรชัย สารธมฺโม) เป็นพระวิปัสสนาจารย์ - เปิดอบรมทุกวันอาทิตย์ ที่ศาลาปฏิบัติธรรมสารธัมโม Read More
  • ระเบียบการขอบวชพระ

    ใบสมัครขอบรรพชาอุปสมบทของวัดสระกะเทียม ผู้มาขอบรรพชาอุปสมบทในวัดสระกะเทียมต้องมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ และสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อปฏิบัติที่วัดสระกะเทียมกำหนดไว้ให้ครบถ้วนบริบูรณ์ หากพิจารณาแล้วเห็นว่า ขาดคุณสมบัติหรือไม่สามารถประพฤติปฏิบัติตามได้ ขอได้โปรดพิจารณาบรรพชาอุปสมบทในวัดที่ตนเองเห็นว่าเหมาะสมต่อไป โดยวัดสระกะเทียมมีหลักเกณฑ์ กฎระเบียบและข้อปฏิบัติดังนี้ หลักเกณฑ์และกฎระเบียบของผู้มุ่งบรรพชาอุปสมบทในวัดสระกะเทียม ๑.เป็นผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา Read More
  • 1

 

งานทำบุญวันวิสาขบูชา

งานบุญประจำปีวัดสระกะเทียม

 

 

 

☻วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันสำคัญที่สองในรอบปีของทางพระพุทธศาสนาคือ "วันวิสาขบูชา" และได้ถือว่าเป็นวันสำคัญของโลกอีกวันหนึ่ง เนื่องด้วยทาง"องค์การสหประชาชาติ" ซึ่งเป็นองค์กรของโลกได้ประกาศไว้ให้เป็นวันสำคัญของโลก

 

"วันวิสาขบูชา"เป็นวันที่คนไทยคุ้นเคยและให้ความสำคัญมาช้านาน เพราะเป็นวันที่มีเหตุการณ์สำคัญ ๓ ประการเกิดขึ้นตรงกับวันนี้คือ วันประสูติของเจ้าชายสิตถัตถะ วันตรัสรู้ และวันปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

 

☻ในวันสำคัญนี้ วัดสระกะเทียมได้จัดให้มีการทำบุญมาตลอดทุกปี โดยได้จัดให้มีการทำบุญถวายภัตตาหาร และถวายสังฆทานแก่ภิกษุสงฆ์ ตลอดถึงจัดให้มีการแสดงธรรมในช่วงเช้า และเมื่อถึงเวลาช่วงเย็น ได้จัดให้มีการสวดมนต์ทำวัตรเย็น และเวียนเทียนในช่วงค่ำ

 

☻และเนื่องด้วยวันสำคัญนี้ ทางวัดสระกะเทียมจึงได้จัดให้มี การบวชชีพราห์มครั้งที่ ๒ ซึ่งเป็นกิจกรรมประจำปี โดยจัดขึ้นเป็นเวลา ๓ วัน เพื่อให้ญาติโยมได้รำลึกถึงคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้มีพระมหากรุณาต่อมวลมนุษยชาติ และจักได้เป็นการเพิ่มพูนบารมีของแต่ละท่าน ให้บริบูรณ์ยิ่งๆขึ้น

 

 

ความสำคัญ


วันวิสาขบูชาเป็นวันที่ระลึกถึงวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งตรงกับวันเพ็ญ เดือนวิสาขมาส (เดือน ๖) ตรงกันทั้ง ๓ คราว คือ

    เช้าวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี เจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติ ที่พระราชอุทยานลุมพินีวันระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับเทวทหะ
    เช้ามืดวันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี เจ้าชายสิทธัตถะ ตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระชนมายุ ๓๕ พรรษา ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม หลังจากออกผนวชได้ ๖ ปี ปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย
    หลังจากตรัสรู้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงออกประกาศพระธรรมวินัยและโปรดเวไนยสัตว์เป็นเวลา ๔๕ ปี เมื่อพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ก็ เสด็จดับขันธปรินิพพาน เมื่อวันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง ณ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ (ปัจจุบันอยู่ในเมืองกุสีนคระ รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย)

เนื่องจากเหตุการณ์สำคัญทั้ง ๓ เหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น เกิดขึ้นตรงกันในวันเพ็ญ เดือน ๖ ชาวพุทธจึงเรียกการบูชาในวันนี้ว่า "วันวิสาขบูชา" ซึ่งแปลว่า การบูชาในวันเพ็ญเดือนหก (บางแห่งเรียกว่า วันพระพุทธเจ้า หรือ พุทธชยันตี)


เหตุการณ์สำคัญที่เกิดในวันวิสาขบูชาในพุทธประวัติ

 

☻วันประสูติ

เหตุการณ์ในวันประสูติเป็นเหตุการณ์สำคัญลำดับแรกของพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในวันเพ็ญ เดือนวิสาขมาส โดยพระพุทธเจ้าหรือพระนามเดิม "เจ้าชายสิทธัตถะ" ได้ประสูติในพระบรมศากยราชวงศ์ เป็นพระราชโอรสแห่งพระเจ้าสุทโธทนะศากยราชา ผู้ทรงดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ และ พระนางสิริมหามายา ศากยราชเทวี ผู้ทรงเป็นพระราชมเหสีแห่งพระเจ้าสุทโธทนะ โดยเจ้าชายสิทธัตถะทรงดำรงตำแหน่งศากยมกุฏราชกุมาร ผู้จักได้รับสืบพระราชบัลลังก์เป็นกษัตริย์แห่งกรุงกบิลพัสดุ์สืบไป

 


จากหลักฐานชั้นบาลี (พระไตรปิฎก) และอรรถกถา กล่าวว่า หลังจากพระโพธิสัตว์ผู้ดำรงอยู่ในดุสิตเทวโลกได้บำเพ็ญพระบารมีครบถ้วนแล้ว ได้ทรงรับคำอาราธนาเพื่อจุติลงมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์จึงได้จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตลงมาสู่พระครรภ์ของพระนางสิริมหามายา เมื่อเวลาใกล้รุ่ง วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปี ระกา ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี

เมื่อพระนางสิริมหามายาทรงพระครรถ์ครบถ้วนทศมาส (๑๐เดือน) ในวันเพ็ญ เดือนวิสาขมาส (ตรงกับ วันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี) พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะเสด็จพระราชดำเนินกลับไปประสูติพระราชบุตรยังเมืองเทวทหะอันเป็นเมืองบ้านเกิดของพระองค์ แต่ขณะเสด็จพระราชดำเนินได้เพียงกลางทางหรือภายในพระราชอุทยานลุมพินีวันซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์และเมืองเทวทหะต่อกัน พระองค์เกิดประชวรพระครรภ์จะประสูติ อำมาตย์ผู้ตามเสด็จจึงจัดร่มไม้สาละถวาย พระนางจึงประสูติพระโอรส ณ ใต้ร่มไม้สาละนั้น โดยขณะประสูติพระนางประทับยืน พระหัตถ์ทรงจับกิ่งสาละไว้ เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติแล้ว (โดยอาการที่พระบาทออกจากพระครรภ์ก่อน) พระโพธิสัตว์ได้ทรงพระดำเนินไปได้ ๗ ก้าว และได้ทรงเปล่งอาสภิวาจา (วาจาประกาศความเป็นผู้สูงสุด) ขึ้นว่า
   
    อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส เชฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส เสฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส.
    อยมนฺติมา ชาติ. นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว.

    คำแปล : เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก, เราเป็นผู้เจริญที่สุดแห่งโลก, เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดแห่งโลก. ชาตินี้ เป็นชาติสุดท้าย. บัดนี้ ภพใหม่ย่อมไม่มี ดังนี้

 

โดยการทรงเปล่งอาสภิวาจาเป็นอัศจรรย์นี้ นับเป็นบุรพนิมิตแห่งพระบรมโพธิญาณ ที่เจ้าชายน้อยผู้ทรงเป็นพระบรมโพธิสัตว์จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในกาลอีกไม่นาน

☻วันตรัสรู้

เหตุการณ์การตรัสรู้พระบรมสัมมาสัมโพธิญาณของเจ้าชายสิทธัตถะนี้ เป็นเหตุการณ์สำคัญลำดับที่สองของพระพุทธเจ้าที่ได้เกิดในวันเพ็ญ เดือนวิสาขมาส ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญมากที่สุดของพระพุทธเจ้าและพระพุทธศาสนา โดยถือได้ว่าเป็นการเกิดครั้งที่สองของเจ้าชายสิทธัตถะ คือ ครั้งแรกนั้นเพียงเกิดเป็นมนุษย์ แต่การตรัสรู้นี้ถือว่าเป็นการเกิดใหม่อีกครั้ง เป็นการเกิดที่หาได้โดยยาก เป็นการเกิดที่สมบูรณ์พร้อมด้วยอริยผล รู้แจ้งซึ่งสรรพกิเลสทั้งปวง หลุดพ้นจากบ่วงแห่งมาร คือ ทุกข์และสุขทั้งปวงได้หมดสิ้น เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะเป็น "พระสัมมาสัมพุทธเจ้า" แปลว่า ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง (ผู้ไม่ได้รับบัญชาจากใคร ผู้ไม่ได้รับโองการจากพระผู้สร้าง หรือเทพเทวดาองค์ไหน) เป็นการ "รู้แจ้งโลกทั้งปวง" ที่เจ้าชายสิทธัตถะในฐานะมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งพึงกระทำได้ และทุกคนมีสิทธิ์ที่จะ "รู้" เหมือนที่พระองค์ทรงรู้ด้วยเหมือนกัน ดังนั้น จึงทำให้มีผู้เรียกพระธรรมวินัยหรือคำสั่งสอนของพระองค์ว่า "พระพุทธศาสนา" แปลว่า "ศาสนาของผู้รู้แจ้ง - ศาสนาของผู้ (ปฏิบัติเพื่อ) หลุดพ้นจากกิเลสทั้งมวล"

 

 

☻วันปรินิพพาน


ทรงปลงพระชนมายุสังขาร ที่ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี

พระพุทธองค์ทรงปฏิบัติดำรงตนในฐานะพระบรมศาสดา เผยแผ่พระธรรมวินัย คือ พระพุทธศาสนาแก่พหูชนชาวชมพูทวีปเป็นเวลากว่า ๔๕ ปี ทำให้พระศาสนาตั้งหลักฐานอย่างมั่นคง ณ ชมพูทวีปกว่าพันปี และพระพุทธศาสนาได้ขยายออกไปทั่วแผ่นดินเอเชียนับแต่นั้นมา จวบจนพระพุทธองค์มีพระชนมายุ ๘๐ พรรษา พระองค์ตรัสว่า ศาสนาของพระองค์ได้ทรงตั้งมั่นแล้ว ทรงทำหน้าที่แห่งพระพุทธเจ้าบริบูรณ์แล้ว ในเวลาสามเดือนก่อนจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ขณะพระองค์ประทับอยู่ ณ ปาวาลเจดีย์ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เมืองเวสาลี ได้ทรงตรัสอภิญญาเทสิตธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วพระองค์ทรงทำการปลงพระชนมายุสังขารว่า

    ...ภิกษุทั้งหลาย! บัดนี้ เราจักเตือนท่านทั้งหลาย: สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา..., ตถาคตจักปรินิพพาน โดยกาลล่วงไปแห่งสามเดือนจากนี้...
   
เสด็จไปเมืองกุสินารา

จากนั้น พระองค์เสด็จไปบ้านภัณฑคาม บ้านหัตถิคาม จนเสด็จถึงเมืองปาวา โดยลำดับ ที่นี่พระองค์ได้ประทับที่สวนมะม่วงของนายจุนทะ กัมมารบุตร ทรงแสดงธรรมแก่นายจุนทะ และเสด็จไปรับบิณฑบาตในวันรุ่งขึ้น พระองค์ทรงอนุญาตรับบิณฑบาตเสวยสูกรมัททวะที่นายจุนทะจัดไว้ (ต่อจากนี้ พระองค์ประชวรด้วยโรคปักขันธิกาพาธอย่างกล้าจวบจนสิ้นพระชนมายุ) จากนั้น ได้เสด็จไปสู่เมืองกุสินารา ในกลางทางทรงพักที่ร่มไม้แห่งหนึ่ง รับสั่งให้พระอานนท์ปูลาดสังฆาฏิเพื่อเสวยน้ำดื่มและทรงสนทนากับปุกกุสสะ มัลละบุตร จนเกิดศรัทธาถวายผ้าเนื้อดีสองผืน ทรงรับสั่งให้นำมาห่มคลุมพระองค์ผืนหนึ่ง อีกผืนหนึ่งรับสั่งให้ถวายแก่พระอานนท์ เมื่อปุกกุสสะถวายผ้านั้นแล้วหลีกไป พระอานนท์ได้น้อมถวายผ้าของตนแก่พระพุทธเจ้า ได้เห็นพระวรกายของพระองค์ว่ามีพระฉวีผ่องใสยิ่งจึงได้ทูลถาม พระองค์ตรัสตอบว่า

    ...อานนท์! เป็นอย่างนั้น, กายของตถาคต ย่อมมีฉวีผุดผ่องในกาลสองครั้งคือ ในราตรีที่ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ, และราตรี ที่ตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ.
    อานนท์! การปรินิพพานของตถาคตจักมีในระหว่างต้นสาละคู่ ในสวนสาละอันเป็นที่พัก ของพวกมัลลกษัตริย์ ใกล้เมืองกุสินารา ในตอนปัจฉิมยามคืนนี้...

เมื่อเสด็จถึงพระราชอุทยานของมัลลกษัตริย์ พระองค์ทรงให้พระอานนท์จัดที่บรรทมระหว่างต้นสาละคู่ ขณะทรงประทับสีหเสยยาสน์หันพระเศียรไปทางทิศเหนือ ได้เกิดอัศจรรย์ คือ ดอกาละผลิดอกผิดฤดูกาลโปรยลงบนพระสรีระ ดอกมณฑารพ จุรณ์ไม้จันทร์ ตกลงและดนตรีทิพย์บรรเลงขึ้นเพื่อบูชาแก่พระพุทธเจ้า เทวดาทั่วโลกธาตุได้มาประชุมกันเพื่อเห็นพระพุทธเจ้า บางองค์คร่ำครวญเสียใจด้วยอาการต่าง ๆ


ประทานพระปัจฉิมโอวาท

จากนั้น พระองค์ทรงอนุญาตให้พวกมัลละกษัตริย์เข้าเฝ้าและได้ตรัสแก้ปัญหาของสุภัททะปริพาชก จนเกิดศรัทธาขอบรรพชาด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาเป็นพระสาวกองค์สุดท้ายในบรรดาสาวกที่ทันเห็นพระพุทธองค์ แล้วทรงตรัสให้พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์เป็นผู้สืบศาสดาไว้ว่า

    ...อานนท์! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นองค์ศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว...

จากนั้นทรงตรัสพระโอวาทที่สำคัญ ๆ อีก ๔-๕ เรื่อง จนในที่สุดทรงตรัสพระปัจฉิมโอวาทเตือนเป็นครั้งสุดท้ายว่า

    ...หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ...
    แปลว่า : ภิกษุทั้งหลาย! บัดนี้ เราจักเตือนพวกเธอทั้งหลายว่า "สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา. พวกเธอทั้งหลาย จงยังประโยชน์ตนและท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด"

 


ปรินิพพาน

จากนั้น พระองค์ทรงนิ่งเงียบ หลับตา ทรงเข้าอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ มีรูปฌาน ๔ คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน จากนั้นเป็นอรูปฌาน ๔ คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ (เรียกรวมเป็น สมาบัติ ๘) และ นิโรธสมาบัติ ๑ ชื่อเต็มคือสัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วย้อนลงมาตามลำดับจนถึงปฐมฌาน แล้วย้อนขึ้นอีกเป็น ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌานเป็นปัจฉิมสมาบัติ เมื่อออกจากจตุตถฌานจึง เสด็จดับขันธปรินิพพาน

พระพุทธองค์ทรงตรัสถึงความดับสมุทัยอันเป็นเหตุแห่งความดับทุกข์ (เสด็จดับขันธปรินิพพาน) ไว้เมื่อคราวทรงพระชนม์อยู่ว่า
    
    ...ต้นไม้ เมื่อโคนต้นยังอยู่ ไม่มีอุปัทวะ แม้ถูกตัด (ส่วนบน) แล้วก็งอกได้อีกอยู่นั่น ฉันใดก็ดี แม้ทุกข์นี้ก็ฉันนั้น เมื่อตัณหานุสัยยังมิได้ถูกถอนทิ้งแล้ว ก็ได้เกิดร่ำไป...

กล่าวคือ พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานเพราะความดับไปแห่งสมุทัย คือ ได้ทรงถอนเสียสิ้นซึ่งต้นและราก กิเลสตัณหาอันเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวงนี้แล้วเมื่อในวันตรัสรู้ การเสด็จดับขันธปรินิพพานนี้จึงเป็นการตายครั้งสุดท้ายของพระพุทธองค์ โดย "สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ" (สิ้นตัณหาเมื่อคราวตรัสรู้ และสิ้นขันธ์ห้า เมื่อคราวปรินิพพาน)

เมื่อนั้นได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ โลมชาติลุกขึ้นชูชัน กลองทิพย์บรรลือลั่นไปในอากาศ ไว้อาลัยแด่การจากไปของพระพุทธองค์ ผู้ทรงเป็นบรมครูของโลก กายของพระองค์สิ้นเชื้อคือตัณหาที่จะนำไปเกิดในภพใหม่ ครั้นกายแตกดับแล้ว ถึงความเป็นของว่าง ไม่มีอะไรเหลือสำหรับส่วนผสมของกายในภพต่อไป พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานในปัจฉิมราตรี วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๑ ปี ตามการนับของไทย (หากเป็นกัมพูชาหรือพม่า จะนับเป็น พ.ศ. ๑ ทันที)

 

ดูข้อมูลทั้งหมดที่ : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

อีกข้อมูลที่น่าสนใจ hilight.kapook.com

 

 

* * * * *

 

ภาพกิจกรรมวันวิสาขบูชา 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

NEWS ข่าวประชาสัมพันธ์ , ข่าวภายในวัด , ข่าวคณะสงฆ์

 
 

 

 
 

 

 

 

 

พระมหาธาตุเจดีย์ ศรีพุทธปาพจน์