ประวัติหลวงปู่สามพี่น้อง

(พ.ศ ๒๔๔๐ - ๒๔๙๑)
วัดสระกะเทียม

 

 

หลวงปู่สามพี่น้อง คือ หลวงปู่มิ่ง หลวงปู่เกิด และหลวงปู่ทน
เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน คือ นายมั่ง - นางเล็ก รักคง มีพี่น้องรวมทั้งสิ้น ๗ คน
๑.หลวงปู่มิ่ง ฐานจาโร เกิดวันพุธ เดือน ๒ ปีมะโรง พ.ศ ๒๔๑๐
 มรณภาพเดือน ๗ พ.ศ ๒๔๕๒
๒.นายปุ่ง รักคง
๓.นายเขียว รักคง
๔.นางบาง รักคง
๕.หลวงปู่เกิด ถาวโร เกิดวันเสาร์ เดือน ๔ ปีจอ พ.ศ ๒๔๑๕ และมรณภาพ
วันที่ ๒๗ กรกฏาคม พ.ศ ๒๔๗๖
๖. นางคง รักคง
๗.หลวงปู่ทน จิตฺตปาโล

 

 

  หลวงปู่มิ่ง ท่านเป็นผู้ก่อตั้งวัดสระกะเทียม
และเป็นผู้ริเริ่มเปลี่ยนแปลงวัดสระกะเทียมให้เป็นธรรมยุตินิกาย
ครั้นเมื่อหลวงปู่มิ่งมรณภาพแล้ว หลวงปู่เกิดจึงรับเป็นเจ้าอาวาสต่อ
หลวงปู่เกิด ท่านบวชที่วัดหนองเสือ ต่อมาได้ญัตติเป็นธรรมยุติ ท่านเป็นพระที่มีฝีมือ
ในทางการช่าง ท่านและหลวงปู่ทนได้ร่วมกันสร้างศาลาอเนกประสงค์(ปัจจุบันเป็นวิหาร
เก็บพระ)ท่านมีความสามารถกลึงลูกกรงธรรมาศน์เทศน์ แม้ว่าสายตาท่าน
จะไม่ค่อยดี แต่ท่านก็สามารถทำงานได้อย่างเรียบร้อยและสวยงาม
สมัยนั้นท่านใช้ไม้ฝากระดานที่ได้รับจากญาติโยม
เนื่องจากในสมัยก่อนชาวบ้านมีความเชื่อว่าถ้าบ้านไหนมีครอบครัวที่พึ่งแต่งงานแล้ว
คลอดลูกตายจะต้องรื้อฝาเรือนออก แล้วจึงนำมาถวายพระ
ท่านจึงนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในด้านต่างๆ อาทิ นำมาสร้างเป็นหอสวดมนต์
และกุฏิพระ พระลูกวัดในสมัยนั้นมีประมาณ ๑๐ รูป หลวงปู่เกิดท่านยังใช้พระลูกวัด
ต่อเก้าอี้และโต๊ะเรียนไว้ให้กับนักเรียนได้ใช้ศึกษาเล่าเรียน และสอนเด็กที่เข้ามาเรียนนั้น
ฝึกทำนา หลวงปู่เกิดท่านพักในกุฏิหอสวดมนต์ ส่วนหลวงปู่ทน ท่านพักที่กุฏิไม้ ๒ ชั้น
ชั้นบน หลวงปู่ทนท่านมีหน้าที่คอยดูแลอุปัฏฐากรับใช้หลวงปู่เกิด
หลวงปู่เกิดท่านเป็นพระที่สวดมนต์ไพเราะ เสียงดังก้องกังวาน เหมือนเสียงระฆัง
ท่านยังสามารถท่องจำและสวดสาธยายพระปาฏิโมกข์ได้ดีอีกด้วย อักขระชัดเจน
ท่านยังทำหน้าที่เป็นพระคู่สวดกับพระครูห้อย พาหิโย แห่งวัดเสนหา ในพิธีอุปสมบท
อยู่เนืองนิตย์ ในสมัยหลวงปู่เกิดนั้น ท่านเมตตาช่วยเหลือชาวบ้าน
ทำพิธีขอฝนให้กับชาวบ้านโดยอารธนาบารมีของพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนองค์หนึ่ง
ซึ่งต่อมาได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุโดยเจ้าคุณพุทธปาพจน์ วัดราชบพิธฯ
ที่ฐานพระนั้นจารึกผู้สร้างไว้ชือว่า คุณพระสุจริต วินิจฉัย(เสงี่ยม)
ปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้ได้ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีที่วัดสระกะเทียม
ครั้งหนึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระญาณวิชรวโรรสได้เสด็จประพาส
มายังวัดสระกะเทียมเพื่อตรวจตรา และเยี่ยมเยียนวัดสระกะเทียม
ท่านก็ได้พบว่าหลวงปู่เกิดนั้นเป็นพระภิกษุที่เคร่งครัดในธรรมวินัย มีระเบียบเรียบร้อยดี
ครั้นเมื่อหลวงปู่เกิดมรณภาพแล้ว หลวงปู่ทน พระภิกษุน้องชายของหลวงปู่ทั้งสอง
ได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระกะเทียมต่อมา

หลวงปู่ทน ท่านบวชที่โบสถ์กลางน้ำ อยู่ที่บ้านรางพลับ ต.สระกะเทียม
ซึ่งบวชเป็นพระธรรมยุติเลย

 

  หลวงปู่ทนได้รับตำแหน่งเป็นพระครูสมุห์ฐานานุกรม
ในสมัยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(วาสน) วัดราชบพิธฯ
เมื่อครั้นดำรงพระสมณศักดิ์ที่ พระราชกวี
( ต่อมาได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)
พระอาจารย์ทน เป็นพระภิกษุที่เคร่งครัดต่อการปฏิบัติธรรมวินัยมาก
จนเกิดมีเรื่องราวเล่าลือกันจนถึงทุกวันนี้ว่า เป็นพระที่มีอะไรแปลกๆรูปหนึ่ง
ดังเช่าครั้งเมื่อที่ท่านยังเป็นพระลูกวัดอยู่ วันหนึ่งมีคนแปลกหน้ามาคนหนึ่ง
นำพานดอกไม้มาหาท่าน ซึ่งกำลังกวาดขยะอยู่ที่ลานวัดแล้วพูดว่า
"กระผมขอนิมนต์พระไปฉันที่บ้านสักหนึ่งองค์ และต้องการพระแท้ๆ"
ท่านบอกว่าเลือกเอาเองซิ เขาพูดว่า "กระผมต้องการท่านนี้แหละให้ไปฉันเพลที่บ้าน"
ท่านก็รับนิมนต์และก็ไปพร้อมกับชายผู้นั้นและศิษย์อีกคนหนึ่งชื่อนายลอย
ต่อไปนี้เป็นคำบอกเล่าของนายลอยว่าขณะเดินทางไปนั้น ได้ไปถึงบ้านหลังหนึ่ง
เขาก็นิมนต์ให้ขึ้นไปบนบ้าน และจัดอาหารถวาย ส่วนนายลอยนั้นได้ขึ้นไป
นั่งบนระเบียงบ้าน เมื่อาจารย์ทนฉันเสร็จแล้ว เจ้าของบ้านก็มิได้จัดอาหาร
ให้นายลอยกินเลย จนกระทั่งท่านอาจารย์และเขาลากลับวัด อยู่มาอีก ๕ - ๖ วัน
นายลอยแจ้งเค้าว่าเขาได้เดินผ่านไปทางนั้นอีกกับพ่อของเขาแต่ไม่ปรากฏว่ามีบ้าน
หลังนั้นอยู่อีกเลย นายลอยได้บอกกับพ่อของเขาว่า วันก่อนหลวงลุงมาฉันที่นี่
แต่ทำไมวันนี้ไม่เห็นมีบ้านอยู่เลย

 

อีกครั้งเมื่อ พ.ศ ๒๔๙๐ ทางวัดรางสระกะเทียมได้ฉลองงานโรงเรียน
พระที่วัดได้มานิมนต์ท่านไปสวดมนต์ ท่านก็รับนิมนต์ ครั้นถึงกำหนดวันสวดมนต์
คือ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๘ เวลาเย็นท่านก็ได้ออกจากวัดพร้อมด้วยเด็กคนหนึ่ง ชื่อ สำราญ
และคนวัดอายุกลางคนอีกคนหนึ่งชื่อตากุ๋ย

ต่อไปนี้เป็นคำบอกเล่าของตากุ๋ย ซึ่งได้เล่าให้ฟังหลังจากท่านได้มรณภาพแล้ว ๗ วัน
ว่าขณะเดินไปเกือบจะถึงวัดอยู่แล้วนั้น ท่านอาจารย์ก็หยุดกึกเฉยๆ คล้ายกับว่าสะดุด
อะไรสักอย่างหนึ่ง พอท่านหยุดก็หันหลังมาพูดว่า ใครจะปัสสาวะก็เอาสิ
แล้วท่านเองได้เดินลงไปในช่องเล็กๆ ช่องหนึ่งคล้ายทางเดินวัว ตากุ๋ยได้เดินตามหลังท่าน
เข้าไปด้วย เข้าไปประมาณ ๖ วาเศษๆ ท่านก็หยุดนิ่ง ส่วนตากุ๋ยมองไปข้างหน้า
ข้างๆแขนของท่าน ก็ปรากฏว่าแกได้เห็นคนผู้ชาย ๓ คน นั่งบนพรมสีเขียว
นุ่งผ้าโจงกะเบน ห่มสไบเฉียง ตัดผมแบบเก่า นั่งคุกเข่าประนมมือพูดคุยกับท่าน
ซึ่งตากุ๋ยบอกว่าฟังเสียงพูดคล้ายเสียงนกแซงแซว ตามที่ตากุ๋ยได้ยินพูดว่า
"ถ้าท่านมาวันหลังพวกกระผมจะต้อนรับอีก" ขณะเดียวกันนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่ง
เดินมาระหว่างท่านอาจารย์และตากุ๋ย มาหยุดตรงหน้าตากุ๋ย
แล้วเอื้อมมือมาจับที่ชายพกผ้านุ่งของแกแล้วไปจับที่ชายผ้านุ่งของเธอ
แต่มิได้พูดว่ากระไร ทั้งนี้เป็นเพราะผ้านุ่งของหญิงคนนั้นและตากุ๋ยเป็นสีเม็ดมะขาม
เหมือนกัน ตากุ๋ยบอกว่าผมของผู้หญิงคนนั้นสีดังปีกแมลงทับ มีกลิ่มหอม
คล้ายรากอบเชย นอกจากนี้แล้ว ตากุ๋ยบอกว่ายังได้เห็นคนอีกเป็นจำนวนมาก
ดูขวักไขว่เหมือนกับมีงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านอาจารย์ยืนอยู่ที่นั้นประมาณ ๑๐ นาที
ก็ออกมาพร้อมกับตากุ๋ย ก็พอดีพระในวัดออกมารับ หลังจากสวดมนต์เสร็จแล้ว
ท่านบอกตากุ๋ยว่า"ออกไปดูการละเล่นอะไรๆข้างล่างก่อนสิ ฉันจะคุยกับญาติโยมที่นี้ก่อน"
ตากุ๋ยได้ลงไปดูการเล่นข้างล่างเป็นเวลานาน กลับขึ้นมาเกือบเที่ยงคืนพอดี
รุ่งเช้าท่านก็ไปฉันที่วัดรางสระกะเทียมพร้อมกับตากุ๋ยตามเคย
ขณะที่ออกจากวัดสระกะเทียมไปนั้น ท่านได้พูดขึ้นว่า
"เมื่อคืนนี้คนเขามาส่ง ๘ - ๙ คน ตากุ๋ยเห็นไหม" ตากุ๋ยตอบว่า "ผีหลอกเหรอครับ"
ท่านพูดว่า "โผงผีที่ไหน" แล้วก็หัวเราะ ทั้งนี้ตากุ๋ยมิได้เห็นคนเหล่านั้น
ท่านก็ได้เดินนำเรื่อยไปจนถึงวัดรางสระกะเทียม เมื่อถึงเวลาฉันเช้า เขาได้จัดอาหารถวาย
องค์ละสำรับ แต่ตากุ๋ยและคนอื่นอีกหลายคนได้เห็นว่ามีคนนำอาหารถวายอีกหลายคน
ซึ่งคนเหล่านั้นต่างก็ผลัดกันนำอาหารมาถวายทีละคน ชาวบ้านที่นั้นเข้าใจว่า
คนเหล่านั้นเป็นคนที่อยู่บ้านใกล้ๆ กัน แต่ไม่มีใครรู้จักเขาเลย ขณะที่กำลังฉันอยู่นั้นเอง
คนหนึ่งได้พูดขึ้นว่า "นิมนต์ฉันอาหารในโถนั้นเถิดครับมันเป็นของคาวไม่ใช่ของหวานหรอก"
ท่านก็เปิดโถนั้น ครั้นฉันเสร็จแล้วท่านก็เลื่อนอาหารทั้งหมดให้ตากุ๋ย
และลูกศิษย์กิน ขณะที่ตากุ๋ยกำลังกินอยู่นั้นท่านพูดว่า "กุ๋ย ลองกินอาหารในโถนั้นสิ
ของเขาอร่อยดีเหลือเกิน" ว่าเป็นแกงมัสมั่น มีเนื้อชิ้นขาวๆ ละเอียดมาก มีผักสีเขียวๆ
หั่นละเอียด คล้ายกับผ้าผักสามสิบป่า มีรสเลิศเป็นพิเศษ หลังจากฉันเสร็จก็กลับวัด
ต่อมาอีก ๒-๓ วัน ท่านถามตากุ๋ยว่า"วันที่เราได้ไปวัดรางสระกะเทียมและได้แวะเข้าไป
ในทางเล็กๆ ก่อนจะถึงวัดนั้น ตากุ๋ยเห็นอะไรบ้างทั้งนี้เพราะท่านเข้าใจว่าตากุ๋ยไม่ได้เห็น
อะไร ตากุ๋ยตอบว่าเห็นครับ ท่านเลยพูดตัดบทขึ้นว่า เห็นก็เห็นนะ
แต่ตากุ๋ยอย่าไปพูดกับใคร ว่าเราได้พูดอะไรบ้างวันหลังเราค่อยไปกันอีก
หลังจากนั้น ๔-๕ วันท่านก็ได้มรณภาพ เมื่อปีกุน วันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๘
เรื่องราวทั้งหมดนี้ ตากุ๋ยเพิ่งจะเล่าเมื่อท่านได้มรณภาพไปแล้ว ๗ วัน
ครั้งหลังสุด เมื่อท่านมรณภาพ ชาวบ้านสระกะเทียมได้ยินคนจำนวนมากโห่ร้องเสียงดัง
ในวัด ต่างพากันมาดู แต่ก็ไม่เห็นมีใคร ตกกลางคืน คนที่นอนอยู่ใกล้ๆศพ
ชื่อตาชื่น ได้เห็นคนหลายคนแต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบตำรวจชุดสีขาว
ได้นำดอกไม้มาบูชาบนกุฏิ แต่มิได้ขึ้นมาบนบันได คือขึ้นตามเสามา
ตาชื่นบอกว่าถ้าแกหลับตาจึงเห็นคนเหล่านั้น ถ้าลืมตาขึ้นก็ไม่เห็น ตาชื่นกลัวมาก
ได้เข้าไปนอนใกล้ๆพระ รุ่งขึ้นก็ออกจากวัดไปเลย ล่วงมาอีก ๑๐ วัน
วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๔๙๑ เป็นวันเผาศพของท่าน ขณะที่กำลังเทศน์อยู่
ตากุ๋ยร้องตะโกนถามมาแต่ไกลว่า " ท่านวิชัย ( ท่านพระครูวิเชตศีลาจารย์ )
จะเผาท่านอาจารย์ตอนไหน " ท่านวิชัยตอบว่า " เย็นนี้แหละเวลาสามโมงครึ่ง
ตากุ๋ย" ตากุ๋ยก็หันไปบอกว่า "๓ โมงครึ่งครับ" แต่ไม่ทราบว่าบอกใคร
แล้วตากุ๋ยก็วิ่งเข้ามาเกาะสะเอวพระวิชัยแล้วพูดว่า "ท่านเห็นไหมคนเขามากันเยอะแยะ"
พร้อมกับชี้มือให้ท่านวิชัยดู ท่านวิชัยบอกว่าไม่เห็นตากุ๋ยก็ผละออกไปแล้วพูดว่า
"ผมจะชวนให้เขาดูลิเกก่อน" ขณะนั้นคนเหล่านั้นกำลังมุงดูเมรุเผาศพอยู่
ตากุ๋ยได้บอกกับคนที่กำลังตกแต่งเมรุอยู่ว่า 'หลีกหน่อยๆคนเขาจะมาดูเมรุ"
คนที่ตกแต่งเมรุก็หลีกทางให้ แต่ไม่มีเห็นมีใครเข้ามาดูเมรุเลย เห็นแต่ตากุ๋ยคนเดียว
เพราะว่าคนอื่นนอกจากตากุ๋ยไม่มีใครเห็นคนเหล่านั้น หลังจากที่คนเหล่านั้นได้ดูเมรุแล้ว
ตากุ๋ยก็ชวนไปดูลิเก แต่พอตากุ๋ยชวนให้ไปดูลิเกเท่านั้น คนเหล่านั้นก็ออกเดินมุ่งหน้า
กลับไป เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ตากุ๋ยได้เล่าให้กับพระวิชัยและชาวบ้านฟัง
ตากุ๋ยบอกว่าผมนึกว่าคยบางแพเขาจะมาเผาศพ แต่ไปถามใครๆดูแล้วก็ไม่มีใครเห็น
ผมนึกว่าจะเป็นคนที่ผมเคยเห็นคราวที่ผมไปกับท่านอาจารย์คราวนั้น

หลังจากที่ท่านได้มรณภาพไปแล้ว พระครูวิเชตศิลาจารย์ (วิชัย หนูหอม)
ได้สร้างรูปเหรียญเหมือนของท่านพระครูสมุห์ทน แจกในงานฌาปนกิจศพ
มีผู้นำติดตัวไปเคารพสักการะ มักพบกับปรากฏการณ์อภินิหาร
คือ ได้รับความปลอดภัยจากอุบัติเหตุต่างๆ จนเป็นที่เลื่องลือของชาวจังหวัดนครปฐม
และชาวพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป


วิหารหลวงปู่สามพี่น้อง

 

ในปัจจุบันวัดสระกะเทียมได้สร้างวิหารหลวงปู่สามพี่น้องขึ้นมา

เพื่อให้ศาสนิกชนทั้งหลายได้กราบไว้สักการะบูชา นึกน้อมระลึกถึงคุณแห่งท่าน
ที่ริเริ่มสร้างวัดสระกะเทียมขึ้นมา ให้เราลูกหลานรุ่นหลังได้มีศาสนสถานไว้
ใช้ทำบุญกุศลสืบต่อไป

 


ภายในบรรจุรูปหล่อหลวงปู่สามพี่น้อง คือ หลวงปู่มิ่ง หลวงปู่เกิด และหลวงปู่ทน
และเพื่อเป็นการบูชาคุณท่านผู้ก่อสร้างวัด ทางวัดสระกะเทียมได้จัดงานบุญ
งานปิดทองหลวงปู่สามพี่น้องเป็นประจำทุกปี
(ตรงกับวันสงกรานต์ของทุกปี)