***ที่มาที่ไปและความสำคัญของโครงการ***

 คำกล่าวถวายรายงาน

พิธีเปิดการฝึกอบรมพระวิปัสสนาจารย์ของคณะธรรมยุต

ประจำปี ๒๕๕๗  รุ่นที่ ๕ จำนวน ๑๐๐ รูป

ณ วัดสระกะเทียม  ตำบลสระกะเทียม  อำเภอเมืองนครปฐม  จังหวัดนครปฐม

วันพฤหัสบดีที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๗

 

ขอประทานกราบเรียน เจ้าประคุณสมเด็จฯ

ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ที่เคารพอย่างยิ่ง

 

เกล้าฯ พระพรหมมุนี กรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการกรรมการบริหารคณะธรรมยุต

เจ้าคณะภาค ๑๔-๑๕ (ธรรมยุต) และประธานอำนวยการโครงการฝึกอบรมพระวิปัสสนาจารย์

ของคณะธรรมยุต พร้อมด้วยผู้เข้าฝึกอบรมพระวิปัสสนาจารย์ และพระเถรานุเถระผู้มี

ส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดฝึกอบรมครั้งนี้ ต่างสำนึกในเมตตาที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้โปรด

เมตตามาเป็นประธานพิธีเปิดการฝึกอบรมพระวิปัสสนาจารย์ของคณะธรรมยุตครั้งนี้

 

เกล้าฯ ขอประทานอนุญาตถวายรายงานเพื่อได้โปรดทราบพอสังเขป ดังนี้

ด้วย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้จัดสรรงบประมาณในโครงการอุดหนุน

ส่งเสริมพัฒนาบุคลากรการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๗ ถวาย

สำนักงาน เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต จำนวน(เท่าราคา) ๖๐๐,๐๐๐ บาท (หกแสน

บาท) และได้รับทุนสมทบจากโครงการพระวิปัสสนาจารย์เพื่อการเผยแผ่จาก เจ้าประคุณ

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดพิชยญาติการาม อีกจำนวน(เท่าราคา) ๓๐๐,๐๐๐ บาท

(สามแสนบาท) เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ถวายเป็นพระราชกุศล

เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๗ พรรษา รวมเป็นทุนจำนวน

(เท่าราคา) ๙๐๐,๐๐๐ บาท (เก้าแสนบาท) เพื่อให้จัดดำเนินการโครงการฝึกอบรม

พระวิปัสสนาจารย์ของคณะธรรมยุต

 

และในการประชุมกรรมการบริหารคณะธรรมยุต ครั้งที่ ๑/๒๕๕๗ เมื่อวันที่

๑๗ เมษายน ๒๕๕๗ ที่ประชุมได้มีมติให้จัดโครงการฝึกอบรมพระวิปัสสนาจารย์ของ

คณะธรรมยุต จำนวน ๑๐๐ รูป ในวันที่ ๔-๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๗ รวม ๒๐ วัน

ณ วัดสระกะเทียม ตำบลสระกะเทียม อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม และให้

นิมนต์พระเถระที่มีวุฒิภาวะทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ ตลอดถึงเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมของคณะ

ธรรมยุตที่มหาเถรสมาคมได้มีมติตั้งไว้ตามวัดต่างๆและผู้ที่เคยรับการฝึกอบรมมาแล้ว

มาเข้ารับการฝึกอบรมและฝึกปฏิบัติในโครงการนี้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ชัดเจนอย่างแท้จริง และให้นิมนต์พระวิปัสสนาจารย์ผู้มีประสบการณ์ที่มีผู้เลื่อมใสศรัทธา

มาปฏิบัติในสำนักใหญ่ๆ มาถวายความรู้หรือแนะแนวในข้อปฏิบัติด้วยวิธีการสอนตาม

หลักมหาสติปัฏฐานและจตุรารักข์

 

ในการจัดฝึกอบรมครั้งนี้ ได้รับความอุปถัมภ์สถานที่ฝึกอบรม และสิ่งอำนวย

ความสะดวกต่างๆ จากพระครูภาวนาวิมล เจ้าอาวาสวัดสระกะเทียม และได้รับความ

ร่วมมือจากคณะสงฆ์ธรรมยุตภาค ๑๔-๑๕ เป็นอย่างดี

 

บัดนี้ ทุกฝ่ายได้มาประชุมพร้อมกัน ณ สถานที่นี้แล้ว ขอประทานกราบเรียนเพื่อ

ได้โปรดเมตตาประทานโอวาทและเปิดการฝึกอบรมพระวิปัสสนาจารย์ของคณะธรรมยุต

ประจำปี ๒๕๕๗ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้เข้าฝึกอบรม ตลอดถึงผู้ดำเนินการจัดการ

ฝึกอบรม จักได้รับทราบและถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติสืบไป

 

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

************************************************

 

คำปรารภ

พระที่เข้าฝึกอบรมพระวิปัสสนาจารย์ทุกรูป เจริญพรท่านสาธุชนที่ท่านได้มาร่วมใน

พิธีเปิดการอบรมพระวิปัสสนาจารย์ ที่วัดสระกะเทียม จังหวัดนครปฐมทุกท่าน เบื้องต้น

ขออนุโมทนาสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ได้ให้ความอุปถัมภ์ปัจจัย เพื่อการอบรม

พระวิปัสสนาจารย์ และขออนุโมทนาพระเดชพระคุณเจ้าประคุณสมเด็จพระชินวงศ์

ประธานโครงการฝึกอบรมพระวิปัสสนาจารย์ ที่จะได้อุปถัมภ์ปัจจัย มาเป็นการนี้อีก

ส่วนหนึ่งเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๗ พรรษา

 

วิปัสสนา การอบรมผู้ที่จะมาเป็นอาจารย์ ในการเผยแผ่อบรมผู้อื่น ในส่วนของ

วิปัสสนานี้ ก็เป็นภาระหน้าที่ของพระภิกษุสงฆ์ เนื่องด้วยผู้ที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา

นั้น มีหน้าที่หรือมีธุระการงานที่ต้องทำ ดังที่พระพุทธเจ้าทรงตอบปัญหาของพระเถระที่

ต้องเข้ามาบวชในพุทธศาสนาครั้งพุทธกาล ก็คือพระจักขุบาลเถระที่ท่านเข้ามาบวช และ

ตั้งใจปฏิบัติ แต่ว่าก็ยังไม่ทราบชัด ว่าผู้ที่เข้ามาบวชนั้นมีหน้าที่อะไร และได้กราบทูลถาม

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าหน้าที่ธุระการงานในพระพุทธศาสนามีเท่าใด และพระพุทธเจ้า

ทรงตรัสว่า มี ๒ อย่าง อย่างที่หนึ่งก็คือการที่ตั้งใจเล่าเรียนพุทธวจนะคือคำสอนของ

พระพุทธเจ้าซึ่งมีอยู่ในพระไตรปิฎก จะเป็นนิกายหนึ่งบทสองบทสามบท ก็ตั้งอยู่ที่ความ

สามารถและความทรงจำ และท่องจำไว้แล้วนำไปสั่งสอนคนอื่น ในเรื่องของคำสอนใน

พระพุทธศาสนานั้น อันมีชื่อเรียกอยู่ว่าคันถธุระคือการเล่าเรียนในพระไตรปิฎก อันเป็นธุระ

อย่างหนึ่งอีกด้านหนึ่งก็คือการเจริญวิปัสสนา ดังที่เราจัดเข้ารับการอบรมในครั้งนี้ โดย

เรียกกันว่า วิปัสสนาธุระ จะสรุปความว่าพระที่เข้ามาบวชนั้นมีหน้าที่ธุระที่ต้องปฏิบัติอยู่

๒ ประการคือ เล่าเรียนศึกษาพุทธพจน์เป็นหน้าที่ ที่หนึ่ง และเจริญวิปัสสนาเป็นหน้าที่

ที่สอง มี ๒ หน้าที่เท่านั้น

 

การเล่าเรียนศึกษาพระพุทธวจนะหรือพระพุทธพจน์นั้น เราก็เข้าใจอยู่แล้ว แต่

คำสอนของพระพุทธเจ้าและพระธรรมวินัยเราก็เรียนอยู่แล้ว และเป็นส่วนหนึ่งในนักธรรม

บาลี ส่วนการค้นคว้าศึกษาอีกส่วนเป็นการศึกษาเล่าเรียนด้วยตนเอง ในการศึกษาค้นคว้า

ทรงจำพุทธวจนะไว้ ประกาศแนะนำสั่งสอนคนอื่นนั้นเป็นทางเดียว ทีนี้ในส่วนวิปัสสนาธุระ

ก็ทำกันอยู่ แต่ว่าก็ไม่ปรากฎชัดเจนว่าเราทำอะไร เป็นอย่างไร แต่จะมีอยู่การปฏิบัติ ๒ ข้อ

สมถกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐาน เราจะเข้าใจว่าการวิปัสสนาคือการนั่งสมาธิ สมาธิ

ปรากฎเป็นอย่างไร ไม่ค่อยชัดเจน ไม่ค่อยชัดเจนเหมือนกับคันถธุระที่ชัดเจน

 

ที่นี้มามองถึงกรรมฐาน ๒ สมถกรรมฐาน เป็นวิธีการที่ควบคุมจิตใจให้สงบ นิ่ง

ในอารมณ์ ที่เราเรียกว่า ตั้งมั่นในอารมณ์เป็นสมาธิ นี่เป็นข้อหนึ่งในสมถะแล้วก็มีอารมณ์

สมถะ ๔๐ ประการ ที่เราได้เรียนแล้ว มีพุทธานุสสติเป็นต้น เราก็ฝึกกัน ทำกัน เท่าที่

ทำได้ แต่ในส่วนวิปัสสนานี้ทำอย่างไร ที่ท่านกล่าวไว้ในบาลีว่า เริ่มตั้งความสิ้นใน

ความเสื่อม แล้วเจริญวิปัสสนาชื่อว่า วิปัสสนาธุระ ก็คือเมื่อพิจารณาให้เห็นตาม

ความเป็นจริง เป็นอุบายที่จะรู้ได้เห็นจริงในอัตภาพ ก็มีแต่ด้านไตรลักษณ์ให้เห็นความ

เป็นจริง จึงขอพูดตามความเข้าใจตามความรู้สึก การปฏิบัติการเจริญกรรมฐานทั้งสอง

ประการนั้น ที่จริงเราก็เรียนกรรมฐานมาแต่เบื้องต้นพอสมควร แต่ว่าก็ว่าไปตามธรรมเนียม

ก่อนมาบวช เบื้องต้นมูลกรรมฐาน ก็คือจะไม่ให้เข้าใจมากนัก จะปฏิบัติอย่างไร ทำอย่างไร

ที่จริงกรรมฐานต้องทำพร้อมกัน ก็ไม่เข้าใจอะไรมากนัก

 

สมถกรรมฐานก็คือ ทำจิตใจต้องควบคุมจิตใจให้ได้แล้ว ต้องมีความเป็นมาใน

ขณะเดียวกัน ก็คือพิจารณาหรือเอาเรื่องตามความเป็นจริงนั้น เมื่อเข้าใจอย่างนี้ก็

มองเห็นสมาธิแล้วก็ต้องเห็นการปฏิบัติในแบบเดียวกันคือที่ตั้งมั่นอยู่ในความเป็นจริง อย่า

เอาเรื่องอื่นเกินความเป็นจริง ที่ยกขึ้นได้พิจารณาอยู่ ๓ เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ตามคำที่ท่านว่ายกความคิดและความเสื่อมขึ้นตั้งในส่วนที่เป็นปัญญานั้นนับว่าเป็นส่วนต้น

ก็คือ สัมมาทิฐิกับสัมมาสังกัปปะ ในส่วนที่เป็นศีลนั้นคือสมาธิ ในส่วนหนึ่งเป็นสมาธิศีล

คือสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สามข้อรวมกันทำปัญญาให้เกิดขึ้นนั้นเอง

ในส่วนสมาธิที่เป็นฐานของปัญญาคือ สัมมาวายามะ สัมมาสติและสัมมาสมาธิ เมื่อรู้

เข้าใจแบบนี้ก็จะมองเห็น

 

ดังที่พระพุทธเจ้าได้สอนปัญจวัคคีย์ ให้เกิดปัญญาคือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

ทุกข์เป็นส่วนผล สมุทัยเป็นส่วนเหตุ นิโรธเป็นส่วนผล มรรคเป็นส่วนเหตุ เห็นชอบใน

อริยสัจจ์ คือ เห็นชอบด้วยปัญญา มีทั้งหมดมรรคมี ๘ ข้อ และก็สมาธิไว้สุดท้าย แต่มัน

ก็เริ่มของปัญญา แล้วก็ไปใช้ศีลเพื่อเป็นพื้นฐานของสมาธิ และเจริญสมาธิเพื่อปัญญา

ใช้ในส่วนนี้พัฒนาปัญญาเพราะฉะนั้นทั้งสามอย่างนี้ ศีล สมาธิ ก็ต้องพัฒนาให้สูงขึ้น

เพราะฉะนั้นสัมมาทิฐิก็คือปัญญาเห็นชอบ เห็นชอบทางเดียวกัน เราเห็นชอบในสี่เรื่อง

ในศีล สมาธิ ปัญญา

 

ทีนี้ปัญญาเห็นชอบในกลุ่มทุกข์นั้นเราก็มองเห็นอยู่มีความเข้าใจ แต่ว่าในส่วนที่ยัง

ไม่เห็นว่าเป็นทุกข์นั้นมีมาก เรายังเห็นว่าทุกข์เป็นสุขอีกมาก ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ

ว่า ปัจจัยที่เป็นเครื่องอาศัยของชีวิต ที่เราได้เลี้ยงอาศัยอยู่นี้เราจะมองเห็นว่าเป็นของ

มีสุข เงินทองเราก็ยังไม่เห็นว่าใครเห็นข้อนี้ว่าเป็นตัวทุกข์ ยังเห็นว่าเป็นของดีอยู่ แต่

จริงๆ แล้วที่เราเห็นเป็นสุขหรือของดีนั้น มันเป็นทุกข์ทั้งนั้นและบางครั้งก็สรุปลงใน

ไตรสิกขา ก็เกิดขึ้นพร้อมกัน ขยันมากขึ้นนี้คือการเจริญวิปัสสนา ทำอย่างไรจะทำให้

ปัญญามันกว้างขวาง ให้ชัดเจน เห็นในเรื่องที่เรายังไม่เห็น หรือไม่ชัดเจนทำให้ชัดเจนขึ้น

ก็คือยกมาพิจารณา ที่พูดเป็นความรู้สึก รวมความว่า เราทำกรรมฐานก็คือทำจิตใจให้

ตั้งมั่นเพราะจิตใจเราต้องรักษา มันมีแสงน้อยมีความสว่างน้อย ถ้าจิตใจมั่นนิ่งในอารมณ์

ใดอารมณ์หนึ่งมันมีกำลังมากมีแสงมาก สามารถทำปัญญาให้เกิดขึ้นได้ ทำความสงบสุข

ให้เกิดขึ้น เปรียบเหมือนกับแสงไฟ ถ้าเราไม่มีการคุมแสงเราเปิดไฟฉายไป เรามีการคุม

แสงไฟฉายหรือทำไฟให้เป็นดวงเล็กที่สุด ก็สามารถส่องเห็นได้ไกล ส่องสว่างได้ไกล

 

เพราะฉะนั้นการควบคุมแสงก็คือควบคุมจิตใจของเราให้แคบที่สุด คือสว่างไสว และจะไป

เป็นวิปัสสนาจารย์ ควรจะเป็นอย่างไรอยู่ในมรรคมีองค์ ๘ เหมือนกับถนนรวมเป็นทาง

เดียวกัน อารมณ์ก็คือทำให้จักษุด้วยตาให้เกิดขึ้น ทำญาณความรู้ให้เกิดขึ้น ทำวิชชาให้

เกิดขึ้นทำ อโลกาให้เกิดขึ้น ดังที่ได้กล่าวว่า อุทปาทิญาณํ อุทปาทิปญฺญา อุทปาทิวิชชา

อุทปาทิอโลโก อุทปาทิ อโลกา ก็คือสว่างไสว สว่างไสวที่สุด ชัดเจนที่สุด ที่เรียกว่า

วิปัสสนาจารย์

 

สรุปว่า การอบรมวิปัสสนากรรมฐานนั้น ก็คือรวมกันทั้งหมดคือ ศีล สมาธิ

ปัญญา ไม่แยกกันขอถวายเพียงเท่านี้ การอบรมวิปัสสนาจารย์นี้ ต้องทำให้เกิดขึ้น

นอกจากทำหน้าที่ธุระจะต้องปฏิบัติอีก ๒ อย่างก็คือ สมถและวิปัสสนา

 

ขออนุโมทนาทุกท่านและขอให้ท่านผู้เข้าอบรมนั้นรับความรู้ความเห็นและเมื่อรับ

แล้วนำไปใส่ใจพิจารณา สิ่งที่ฟังแล้วนำไปไตร่ตรองไปประพฤติปฏิบัติและเพื่อเป็นความรู้

ความชำนาญ ทำหน้าที่ของพระวิปัสสนาจารย์เพื่อช่วยกันดำรงพระศาสนา ให้ยั่งยืน

ตลอดไป เพื่อรักษาพระธรรม ขออนุโมทนาเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องพระเถระ อนุเถระ

อีกรุ่นหนึ่งจะได้ช่วยปกป้องพระศาสนาให้แก่สาธุชนทั้งหลาย กระผมขอเปิดการอบรม

พระวิปัสสนาจารย์ รุ่น ๕ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขออวยพรทุกท่านจงมีความสุข ความ

เจริญ ตามสำสอนของพระพุทธเจ้า

 

เจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต

วัดบวรนิเวศวิหาร

 

*************************************

***ตัวอย่าง กำหนดการ***

 

 

 

 

 

Clip Video พิธีเปิด การฝึกอบรมพระวิปัสสนาจารย์ ๒๕๕๗

" target="_blank" rel="nofollow nofollow">

 

Clip Video สวดมนต์ ทำวัตรเช้า ปฏิบัติธรรม ๒๕๕๗

&feature=youtu.be" target="_blank" rel="nofollow">&feature=youtu.be

 

Clip Video วัตร บิณฑบาตร ๒๕๕๗

&feature=youtu.be">&feature=youtu.be

 

**************************************

 

โครงการฝึกอบรมพระวิปัสสนาจารย์คณะสงฆ์ธรรมยุต ประจำปีพ.ศ.๒๕๕๙

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

*****************************************************